ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่า ธุรกิจของไอบีเอ็ม คือธุรกิจอะไรกันแน่
ธุรกิจของไอบีเอ็ม ก็คือธุรกิจเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และธุรกิจที่ปรึกษา จึงเป็นเพียงไม่กี่บริษัทในโลกด้านไอทีที่มีตำนานยาวนานที่สุด ซึ่งทำหน้าที่ทั้งการผลิตและขายคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ พร้อมกับดำเนินการนำเสนอบริการสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน (infra-structure) บริการด้านโฮสติ้ง และบริการด้านการให้คำปรึกษา ในด้านต่างๆ ตั้งแต่เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ไปจนถึงนาโนเทคโนโลยี
แต่สำหรับลูกค้าและผู้บริโภคทั่วโลกแล้ว มักจะคิดว่าไอบีเอ็มคือบริษัทคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีพนักงานกว่า 388,000 คนทั่วโลก และหลายคนยังเห็นว่าไอบีเอ็มเป็นกิจการไอทีที่ใหญ่ที่สุดในโลก
แม้ว่าการเปรียบเทียบด้านยอดรายรับรวมแล้ว รายรับรวมของไอบีเอ็ม จะน้อยกว่าบริษัทฮิวเลตต์-แพคการ์ด มาตั้งแต่ 2006 แต่ไอบีเอ็มก็เป็นบริษัทที่มีความสามารถในการทำกำไรสูงที่สุด แถมยังเป็นบริษัทที่มีการครอบครองลิขสิทธิ์ต่างๆ มากกว่าบริษัทในธุรกิจเทคโนโลยีอื่นๆ ในสหรัฐฯ
นิกเนมของไอบีเอ็มในนาม บิ๊ก บลู (Big Blue) ว่ากันว่ามาจากหลายตำนาน ซึ่งตำนานหนึ่งคือ สีน้ำเงินเป็นสีเมนูเฟรมของไอบีเอ็มที่ติดตั้งในช่วงทศวรรษ 1960 จงรักภักดีต่อแบรนด์ไอบีเอ็ม ในบางตำนานบอกว่า บิ๊ก บลูมาจากสีโลโก้ของบริษัทไอบีเอ็ม ส่วนตำนานอื่นก็ว่า มาจากสีเครื่องแบบของพนักงานที่กำหนดว่า พนักงานต้องใส่เฉพาะเสื้อเชิร์ตสีขาวและสูทน้ำเงินเท่านั้น
ไม่ว่าจะมีที่มาอย่างไร แต่ความแข็งแกร่งของไอบีเอ็ม ดูได้จากการที่กิจการมีความสามารถในการเจาะตลาดทั้งส่วนที่พัฒนาและทันสมัยและตลาดที่เพิ่งจะเริ่มต้นด้านไอที ครอบคลุมเกือบ 170 ประเทศทั่วโลก
นักการตลาดต่างยอมรับว่าธุรกิจไอทีมีสภาพการแข่งขันที่รุนแรงมากที่สุดธุรกิจหนึ่งในระดับตลาดโลก แต่ความยืนยงของไอบีเอ็มต้องมาจากความแข็งแกร่งอย่างแน่นอน จึงจะทำให้ไอบีเอ็มมีศักยภาพในการเอาชนะกิจการที่มีขนาดเล็กกว่า และกิจการประเภทเคลื่อนที่เร็ว
ประการแรก ความแข็งแกร่งหลักของไอบีเอ็มคือศักยภาพในการค้นหานวัตกรรมความสามารถในการพัฒนาและในการผลิตผลิตภัณฑ์ออกมาป้อนตลาดไอทีที่ก้าวไปข้างหน้าแบบวันต่อวัน
ประการที่สอง การค้นหาคำว่า “คุณค่า” หรือ Value ที่ลูกค้ายอมรับในโซลูชั่น ในบริการและงานที่ปรึกษาของไอบีเอ็ม และเดินไปได้อย่างถูกทิศถูกทาง
ประการที่สาม สินทรัพย์ทรงคุณค่าที่ซ่อนไว้ ในรูปทุนมนุษย์หรือบุคคลากรที่มีความสามารถในการนำเอาไอเดียใหม่มาต่อยอดงานของตนได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย ภายใต้ระบบการทำงานที่ยึดมั่นกับตัวอักษร คู่มือ กระบวนการวิธีปฏิบัติที่ตายตัวและกลไกควบคุมการปฏิบัติงานที่เข้มงวด และยิ่งองค์กรมีขนาดใหญ่ขึ้น คนก็ดูจะเล็กลงไปเรื่อยๆ โดยเปรียบเทียบ และทำให้ต้นทุนของการเพิ่มความยืดหยุ่นและต้นทุนของการจูงใจให้เกิดการสร้างนวัตกรรมยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
ประการที่สี่ ความสามารถในการบูรณาการไปสู่วิธีปฏิวัติและโมเดลธุรกิจใหม่ไม่ได้มาจากการหล่อหลอมด้านการผลิตและงานบริการเท่านั้น หากแต่ต้องให้เกิดความกลมกลืนด้านระบบงานที่มีอยู่และกระบวนการปฏิบัติงานตลาดการไหลของงานด้วย
ที่ผ่านมา ธุรกิจไอทีของโลกได้เกิดความเปลี่ยนแปลงสู่การมุ่งเน้นที่บริการที่มีคุณภาพสูง สวนทางอย่างชัดเจนกับระดับราคาของเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มถูกลงทุกวัน และแพร่หลายออกไปสู่ลูกค้าทั่วประเภทธุรกิจห้างร้าน และลูกค้าภาคครัวเรือนอย่างกว้างขวางแทบจะทุกมุมโลก
Source : http://manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9510000119886